Showing posts with label 東京あそび. Show all posts
Showing posts with label 東京あそび. Show all posts

Saturday, February 3, 2007

Farewell Tokyo

Finally...here it comes...final episode of 東京あそび

Cont' from Tokyo Dome City..

14 Nov 2004: Second time in Yokohama
We had "So So" Chinese food from one restaurant in China Town. Also tried big pao from very long queue shop but the taste was not that good. This story teach you that "the taste sometimes does not depend on queue length" :P
Then we headed to Minato Mirai. Kento and I begged Sato-san and Shibata-san to join vanish coaster with us. Even they scare to death but they cant deny coz we are guest. Hahahaha...it was good..


28 Nov 2004: FujiQ Highland
This is one of my favorite theme park. We met at Shinjuku station, took the FujiQ bus. We reached before park open...unbelievable..
First thing we played was Fujiyama, the ex-tallest roller coaster in the world 259 feet tall, 80.8 mph. Then we went to dodompa,was one of the world's fastest roller coaster, queue was very long with almost 3 hours in queuing -____-" After long queue, dodonpa didnt made us regret. It was so worth for waiting...it is awesome..we reached 172 km/h within less than 3 seconds..cool! Another fascinating one is haunted hospital. They claimed that it is longest haunted house. I still dont know what made us so brave to enter. I was too scared to enter any kind of haunted house but couldnt help. Since the group want to go, i have no choice to go too. After get thru 1 km long haunted house, no more for me...one time is enough! Before went home, we played Fujiyama again with night view..i like it!


Then December had come, most of activities in this month was farewell party:

Shabu-Shabu and Sukiyaki with Liz on 2nd

Nabeyaki with EBU PE on 8th

Sushi with Lunch Gals on 9th

Okonomiya with Fujita-san team plus drinking party on 10th

11 of Dec...
flight back to BKK :)

That's it....end of 東京あそび story

Thursday, December 28, 2006

Dome City.....Aqua City

I drafted out this blog since end of Sep, it's time to continue!

6 November 2004

Went to Dome City with Kento...P'Wat didnt want to join coz he want some rest and roller coaster thing is not his type :P Met Kento at SJK station and took Chuo line to Suidobashi station. Walked couple blocks, here we are..Dome City! My first impression with this theme park was roller coaster ride throgh the center-less Ferris Wheel...it's so cool! Roller coaster name is "Thunder Dolphin". And my instinct was correct! This roller coaster is awesome especially in the first drop!! It also moves along the building...I never seen this kind of coaster before. But the time on the ride is so short for me..It should be a bit longer

We bought 1-day pass ticket with discount coupon from Honjo-san :) We tried most of the attraction that available except "the 13 doors". Honestly, I dont like haunted house at all so I dont want to step in. Kento asked me several times to enter but I know that he also scare of haunted house too..so if we go together I'm not quite sure who will be in the front row :P Hehe

Then we went to Yasukuni Jinja for sightseeing...this place is very quiet and peaceful. Yasukuni Jinja is Shinto Shrine dedicated to spirit of soldiers from World War II. As we might familiar from news about protest from China and Korea when Jap PM visits this shrine which we are not going to talk about. We also went to Museum unfortunately, we reached there 20 minutes before closed so we couldnt go inside just walk around in the lobby area.

Then we got lost to Kitanomaru Park. We followed the crowd because we thought they walked to subway station or sth that we can get out from here. Actually they went to Budokan for someone concert. I asked Kawakami-san the day after, he told me that "someone" is quite popular like 10 or 15 years ago. No wonder why not much teenagers come to this concert. Finally, we walked around Budokan and find the way out...


Saturday, September 30, 2006

Hakkejima Sea Paradise

17 Oct '04

เนื่องจากโฆษณาบนรถไฟ JR เป็นตัวกระตุ้นให้พากันมาเที่ยวที่ Hakkejima Sea Paradise หลังจากที่เมื่อวานไปเที่ยว Disney Land มาที่นี่ให้ความรู้สึกคนละแบบเลย คนละแบบจริงๆ เมื่อวานคนเยอะโคตร ทำไรก็ต้องรอคิว แต่ที่นี่ไม่ต้องเลย ไม่ต้องเสียค่าเข้า เสียแต่ค่าเครื่องเล่น อยู่ริมทะเล ลมเย็น บรรยากาศดี เสียอย่างเดียวต้องต่อรถกันหลายรอบสุดๆ Gotanda ----> Shinagawa ----> Yokohama ----> Kanazawa Hakkei ----> Hakkejima
ยังดีนะที่ทริปนี้มีบายาร์ไปด้วยไม่งั้นได้หลงกันทั้งไทยทั้งปีนัง ในสวนสนุกเท่าที่ไปมา ถ้านับเรื่องเครื่องเล่น เราชอบที่นี่เป็นที่สามรองจาก FujiQ กะ Dome city เครื่องเล่นที่เจ๋งที่สุดต้องนี่เลย "Blue Fall" free fall ที่สูงที่สุดในโลก 107 เมตร โอ้วแม่เจ้า มันสูงมากอ่ะ พอขึ้นไปนี่แบบสูงมาก มันค่อยๆขึ้นไป ทีละนิด ทีละนิด เห็นวิวทะเลได้ไกลมากก พอถึงจุดสูงสุดนับ หนึ่ง สอง สาม ฟิ้ววววววววววววววววว หล่นลงมานี่หัวใจแทบหล่นไปตาตุ่ม กรี๊ัดสนั่นแต่เจ๋งมากกกก
มีเด็กซักสิบกว่าขวบได้ นั่งข้างๆเรา เล่นตั้งหลายรอบ สุดยอดเลยน้อง



อีกอันที่เด่นคือ Roller coaster ชื่อ Surf Coaster ที่เด่นคือมันยื่นเข้าไปในทะเลอ่ะ วิวเจ๋งมาก แต่ว่าไอ้วนๆสามตลบที่เห็นอยู่นี่ไม่ไหวๆ ทำเอามึนไปเลย มันไม่ได้น่ากลัวนะ แต่มันน่าอ๊อกมากกว่่าอ่ะ ต้องพึ่งยาดมไปพักนึงเลย

แต่ที่น่ารักสุดๆก้น่าจะเป็น Dolphin Fantasy มีปลาโลมาเยอะมากกก อันนี้ชอบสุดๆๆ



อีกที่ก็ AQUA MUSEUM อ่ะ เค้าทำเป็นกระจกบานใหญ่มาก เห็นปลาน้อยใหญ่เต็มไปหมด นี่เห็นในฉากละครตั้งหลายเรื่อง

วันนี้ได้ลองกินวาซาบิ ซอฟครีมด้วย โอ๊ยกินไปน้ำตาไหลไป แต่ก็อร่อยดีอ่ะ รสมันสีม่วงก็อร่อย ชอบๆ สรุปวันนี้สนุกสุดๆ หมดแรงเลย

All photos are courtesy of http://www.seaparadise.co.jp/english/ENGLISH/syoukai.html

Saturday, September 16, 2006

Autumn foliage in Nikko

3rd Nov is Holiday called Culture day so we plan to go to Nikko for autumn foliage.
Thanks to Fukushima-san who come up with the plan.
I once told him that I want to go to Nikko and he still remember that...

Arigatou Fukushima-san ^^.

We meet in front of office at 7 o'clock and our vehicle is Fukushima-san's tiny car..very kawaii car (imported car ;P).
Meet Bayaru and his family at outskirt of Tokyo then our journey has begun..

Since today is holiday traffic is a bit jammed especially when go up to waterfall and lake
nevermind the scenary while travelling is AWESOME!!
Mountains are covered with yellow, red, brown autumn leaves. I couldnt find exactly word to describe only fastinating (^^)..

After have lunch at restaurant near the lake, we wander around the lake. Then go to the famous waterfall..
Sounds of waterfall is very loud...we hear it from far far away ^^

This trip is really fun and wonderful...Bayar's family is very very nice and friendly. Really warm family they are.
Fukushima-san, thanks again for setting up this trip. Without you, we possibly couldnt go to Nikko for sure.

Unfortunately, we have not enough time to visit the famous Nikko Tosho-gu (UNESCO World heritage)...so bad

โตเกียวภาคต่อ Oct version

โฮ่ โฮ่ ในที่สุดก็ทำไม่สำเร็จที่คิดว่าจะจบโตเกียวทริปก่อน 12 กันยา เหอๆ


Oct

วันนี้มี farewell party สองรอบ รอบกลางวันกะรอบเย็น รอบกลางวันเป็น Sushi จาก Lunch Girl กินที่้ร้านใกล้ๆกับ office อร่อยดีอ่ะ
ส่วนตอนเย็นคราวนี้มีแต่ EBU จากกลุ่มฟูจิตะซังกับทากาฮาชิซัง กลุ่มเล็กลง คนใกล้ชิดกันทั้งนั้น
ตอนแรกก็ไปกินไคเต็นซูชิกันก่อน กินให้อิ่มแล้วค่อยย้ายไป second party ที่ไม่เน้นอาหารแต่เน้นที่เครื่องดื่มแทน
เรานั่งข้างๆโอจิม่าซัง โอ้วแม่เจ้า พ่นบุหรี่ปุ๋ยๆเต็มหน้าเราเลย แล้วเค้าสูบบุหรี่จัดมากๆ มวนต่อมวน เราเลยกลายเป็นตุ๊กตารมควัน(บุหรี่)ไปเลย เซ็งโคตรๆๆ
ฟูจิตะซังพอเมาแล้วตลกดี ไม่เครียดเหมือนเวลาปกติอะ ขำขำ
แต่ที่เห็นอย่างนึงวันนี้คือผู้หญิงญี่ปุ่นอ่ะถูกใช้งานตลอดเลย ฮาร่าซังเลยกลายเป็นเหยื่อไปเลย เพราะมี ญ ญี่ปุ่นอยู่คนเดียว
ที่เหลือก็ไทยกับปีนังอย่างละคน มันคงไม่กล้าใช้ตูหรอก เราคิดในใจ
พอได้เวลาเกือบห้าทุ่มได้ ก็ถึงเวลางานเลี้ยงเลิกเพราะเดี๋ยวรถไฟหมด เราไปนอนที่ห้องของ Shally เพราะพรุ่งนี้เค้าก็กลับแล้วอ่ัะ เราแอบเศร้าเหมือนกัน
ห้องที่ Hamamatsucho กว้างกว่าที่เราอยู่พอสมควร แถมตู้เย็นก็ใหญ่กว่าแต่ว่าทางเดินเข้ามันช่างเงียบสงัดเสียกระไร
แถวที่เราอยู่มีร้านสะดวกซื้อแทบทุกยี่ห้อ มีร้านกาแฟสุดโปรด มีร้านหนังสือ มีร้านเกมส์ มีร้านหนมปัง แต่แถวนี้แทบไม่มีไรเลยอ่ะ
ถึงห้องก็ช่วยจัดของ แพ็คของ กว่าจะได้นอนก็ดึกพอสมควรอ่ะ


Oct

ถึงเวลาร่ำลากันจริงๆ เราเลยให้สัญญาว่าแล้วเราจะไปเที่ยวปีนัง
แอบเศร้านิดนึงอ่ะเพราะเพื่อนที่สนิทที่สุดที่นี่ก็กลับประเทศไปแล้ว

ตอนเย็นนัดเจอกับกอยุทธที่ชินจูก เจอแผ่นดินไหวด้วยอ่ะ
สั่นแรงพอสมควรแต่ไอ้คนญี่ปุ่นรอบข้างมันไม่ตื่นเต้นกันเลย
มีแต่ฝรั่งกะเราที่ดูงงๆไปเหมือนกัน
กอยุทธถามว่าอยากกินอาหารไทยไม๊
ไปกินแก้วใจที่ Lumine กินเตี๋ยวหมูน้ำตก อร่อยมากกกก
กินแล้วรู้สึกดี คิดถึงบ้าน ฮาฮาฮา


Oct

หลังจาก Shally กลับไปเราก็ไม่ค่อยมีกิจกรรมให้ทำเท่าไหร่

วันนี้เริ่มด้วยเหมือนวันทำงานธรรมดาๆ
แต่อยู่ดีๆก็ตงิด ตงิด ลองค้นหาตั๋วรถไฟในกระเป๋าดู เอมันหายไปไหนฟระ
ค้นรอบโต๊ะ ใต้โต๊ะ บนโต๊ะ ในลิ้นชักก็หาไม่เจอ ซวยแล้วกู
นึกขึ้นได้ว่ามันต้องหายตอนที่รีบวิ่งมาทำงา่นกับชิฮารุซังแน่ๆเลย
ตูเซ็งสุดๆ ถ้าต้องซื้อตั๋วใหม่เนี่ยงบไปเที่ยวก็จะหายไป ทำไงดี ทำไงดี
พอดีคาวาคามิซังก็ถามว่ามีไร ก็เลยบอกไปว่าตัวรถไฟหาย
เค้าเลยบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ไปสถานีแจ้งหายด้วยกัน กรี๊ดๆดีใจ เหอๆๆๆ
วันนี้ทำงานกันดึกทุกคนทั้งเรา พี่วัฒน์แล้วก็เคนโตะ ตอนจะกลับเลยเดินไปกินราเมนเจ้าโปรดกันก่อนกลับ
เคนโตะมันกลัวตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายมาก ถึงสถานีก็เที่ยงคืนพอดี Safe!


Oct

วันนี้ไปออกตั๋วอันใหม่ ยุ่งยากเหมือนกันนะ
เหมือนข้อมูลของเราไม่อยู่ในระบบไงก็ไม่รู้
ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะทำเรื่องเสร็จยังดีนะที่คาวาคามิซังมาด้วย
ไม่งั้นถ้ามาคนเดียวครึ่งวันก็ไม่รู้่จะเสร็จหรือเปล่า
ภาษานี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่มากในการดำรงชีวิตในประเทศนี้นะเนี่ย


OCT

กว่าจะตื่นก็สายโ่ด่งวันนี้นัดกะเคนโตะว่าจะไปเที่ยวอาซากุสะกัน มีัเพื่อนเคนโตะชื่อยูโกะไปด้วย
เราอ่ะไปมาหลายรอบแล้วเลยเฉยๆ ถือว่าฆ่าเวลาเล่นๆ
เคนโตะดูในแผนที่ที่ีเค้าแจกแล้วบอกว่าอยากไปวัดวัดนึง ทุกคนเลยตามใจมัน ไกลโคตร
เิดินไปแบบไกลมากกกก ปวดขา แถมวัดปิดอีกตะหากตอนไปถึง
ตกเย็นเลยว่านั่งเรือกลับกันเหอะ อ่านเจอใน lonely planet ว่าเรืือจะผ่านสะพานตั้งหลายอัน
เลยอุตส่าห์โทรไปตามพี่วัฒน์มา พอถึงเวลาจริง ผิดหวังอ่ะ เรือมันวิ่งเร็วไป ถ่ายสะพา่นไม่ได้เลย
แถมกลางคืนแล้วไม่ค่อยมีไรให้ดูเท่าไหร่ เลยเหมือนกับ mission นี้ fail ไป เซ็งจัด เซ็งจัด


จบเดือนตุลาแล้ว ไว้ค่อยมาต่อเดืิอนพฤศจิกายนล่ะกัน

Sunday, September 10, 2006

โตเกียวภาคต่อ

ผ่านมาจะสองปีแล้วยังเขียนเรื่องนี้ไม่จบซักที จะพยายามให้จบก่อนวันที่ 12 กันยาให้ได้ --> แต่สงสัยว่าจะยากว่ะ

หลังจากเปียกโชกกับไต้ฝุ่นมา อาทิตย์ถัดมาก็เที่ยวแหลกเพราะ Shally กำลังจะกลับปีนังแล้วเลยต้องรีบเที่ยวให้ได้เยอะๆ

10 Oct'04 [Odaiba, Ferris Wheel]
ตอนแรกนัดกันว่าจะไปซื้อของฝากกันที่ชินจูกุ แถวๆ Alta Studio แต่ไปถึงหาร้านที่จะไปไม่เจอซักที เลยเปลี่ยนแผนไปเที่ยว Odaiba ดีกว่า เดินมันเข้าไปทุกห้างที่อยู่แถวนั้น เดินจนขาลากเลย สุดท้ายก็ไปขึ้นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลก รอคิวนานนนนนมากกว่าจะได้ขึ้นอ่ะ ทำไมคนญี่ปุ่นชอบชิงช้าสวรรค์จัง แค่แถวๆนั้นก็มีตั้งสองอันแล้ว ที่โยโกฮาม่าก็มีอีกอัน หรือว่าชิงช้าสวรรค์มีความหมายในด้านอื่นอีกหว่า
11 Oct'04 [Tokyo Tower, Ueno]
วันนี้วันหยุดเลยนัดกันว่าไปเที่ยวโตเกียว ทาวเวอร์ดีกว่า แต่ว่าอากาศแย่สุดๆ ไต้ฝุ่นพึ่งเข้าอ่ะ ขึ้นไปมองไม่เห็นอะไรเลย ทัศนวิสัยต่ำสุดๆ แล้วก็ไปอาเมโยโกะที่ Ueno เป็นตลาดขายของถูก มีทุกอย่าง ร้านขายขนมแบบขายส่งอะ เห็นแล้วรู้แต่ว่าเวลาเราจะกลับเมืองไทยต้องมาที่นี่แน่นอน ถูกและดี ไอ้คำว่าถูกเนี่ยหาไม่ค่อยได้ในประเทศนี้อ่ะ เหอๆๆ แถวนี้นี่ร้านเยอะจริงๆ มาอ่านเจอในเวบที่หลังว่าใกล้ๆนี้มีร้านขายของเกาหลีแบบเกาหลีทาวน์อยู่ด้วยอ่ะ เดินจนเหนื่อยเลยพักกินข้าวที่ร้านแถว Ueno Park แล้วก็ไปถ่ายรูปกับรูปปั้นไซโกะซังที่เราแซวกันว่าเหมือนฟุกุชิม่าซัง อิอิ

12 Oct'04
หลังจากอยู่ญี่ปุ่นมาหนึ่งเดือนเต็ม ทนไม่ไหว อยากกินอาหารไทยอย่างแรง จะให้ทำเองรึก็ทำไม่เป็น ถึงทำได้ก็คงง่ายๆแบบไข่เจียวหมูสับแต่มันไม่มีหม้อหุงข้าวอ่ะ ไม่ได้กินข้าวสวยร้อนๆคู่ก็ไม่ไหวนา ด้วยความอยากกินจัดเปิดเวบหาร้านอาหารไทยแถวสถานีชินจูกุทันทีหลังกริ่งเลิกงานดัง เหอๆ จริงๆมันก็มีหลายร้านอ่ะ แต่ไปไม่ถูกเลย มีอยู่ร้านเดียวที่พอคลำทางไปได้ อยู่ที่ห้าง MYCITY ชั้นบน จำชื่อร้านไม่ได้แล้วอ่ะ เลยชวนพี่วัฒน์ว่าไปกันเถอะ พี่วัฒน์ก็ตามใจ ไปก็ไป รอคิวแป๊ปนึง สั่งผัดผักบุ้ง ไส้อั่ว ต้มยำกุ้ง แล้วก็อยากกินไข่เจียวหมูสับ แต่เมนูไม่มีอ่ะ มีแต่ไข่ยัดไส้ คุณพนักงานคนไทยก็ใจดีทำให้กิน ดีใจสุดๆ มื้อนั้นหมดไปคนละ 3000Yen แพงแต่ก็สุขใจ (^^)

13 - 14 Oct'04 [Trip to Aizu]
วันนี้ได้เวลาไปเที่ยวโรงFab ที่เมืองAizu เดี๋ยวตอนบ่ายไปเจอเซี๊ยะกะซีเคที่สถานีโตเกียว เค้านั่งชินกันเซ็นมาจาก Nagoya กัน สรุปทริปนี้มี ไทยกะปีนังอย่างละสามคน ญี่ปุ่นคนนึง มองโกเลียอีกคนนึง กว่าจะไปถึงนี่ไกลใช่ย่อย นั่งชินกันเซ็นก่อนสองชั่วโมงแล้วค่อยไปต่อเป็นรถไฟสายพื้นบ้านอีกชั่วโมงกว่า เป็นรถหวานเย็นมากๆๆ ไปถึงนู่นก็เย็นๆ ค่ำๆแล้ว เช็คอินเข้าโรงแรมหน้าสถานีรถไฟ เมืองเค้าก็ไม่ใหญ่มากนะ มีห้างเล็กๆ มี มิสเตอร์โดนัท แต่ไปถึงร้านส่วนใหญ่ก็ปิดหมดแล้ว วันนี้เค้าจัด Welcome Party ให้ เป็นอาหารแบบโฮมเมดสุดๆ แต่อร่อยดีนะ ดูญี่ปุ้น ญี่ปุ่นอ่ะ อีกอย่างที่นี่มันอยู่ขึ้นมาทางตอนเหนืออ่ะ ทำให้อากาศเย็นกว่าโตเกียว นั่งๆรถไฟอยู่ก็อากาศหนาวขึ้นมาทันที
เช้าแล้ววันใหม่ หาของกินแถวสถานีก่อนนั่งแท็กซี่ไปที่โรงงาน โอ้วววโรงงานตั้งสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางทุ่งน่าสีเขียวขจีล้อมรอบ 360องศา เหอๆๆ ก็เข้าไปเดินดูงานจนหมดช่วงเช้า ดูมึนๆนิดหน่อยเพราะเค้าไม่เล่า process flow ให้ฟังก่อน ไปถึงก็ลุยเลยทำให้เรียบเรียงความคิดไม่ค่อยทันเอาเหมือนกัน แถมชุดก็หายใจลำบากสุดๆอีกตะหาก จากนั้นก็กินข้าวกลางวันที่แคนทีน อาหารอร่อยดี ระบบคิดตังค์ทันสมัยอ่ะ สแกนจากลักษณะถ้วยแล้วเอาไปคิดตังค์ ไฮโซม่ะ กินข้าวท่ามกลางวิวของทุ่งนาและภูเขาสีเขียวๆ แล้วก็พากันสับขาหลอกเมเนเจอร์ที่นั่นว่าจะกลับแล้ว รถไฟจะออกแล้ว แต่อันที่จริงกว่ารถไฟจะออกก็เย็นๆอ่ะ เลยหนีไปเที่ยวปราสาทประจำเมืองนี้ก่อนกลับ ดูรูปได้จาก Photo Album นะจ้ะ

15 Oct'04
ได้ลิ้มลองโอโคโนมิยากิกะมงจายากิครั้งแรกในญี่ปุ่นที่ชิบูย่า อร่อยจัง ตอนทำก็สนุกดีด้วย ชอบ ชอบ

16 Oct'04 [Tokyo Disney Land]
ไปเที่ยววันนี้สมาชิกเพียบเลยขอบอก มีคนไทยทั้งหมดสี่คน ปีนังสามคน ญี่ปุ่นอีกสองคน คือซาโต้ที่ลาออกไปเมื่อปีที่แล้วกับผู้หญิงอีกคนที่เป็นเพื่อนทางจดหมายของเคนโตะ ครือสารภาพว่าวันนี้ตื่นสายทำให้ทุกคนสายไปด้วยเพราะตั๋วอยู่ที่เราอ่ะ ขอโทษคร้าบบบบ ถึงแม้จะได้เล่นเครื่องเล่นน้อยกว่าตอนไปดิสนีย์ซีเพราะคนที่ไปเที่ยวสวนสนุกเยอะกว่ามากแต่ก็สนุกมากกก เครื่องเล่นมันตื่นเต้นกว่า ถึงแม้จะไม่ตื่นเต้นมากเท่าไหร่ก็เหอะ ดูพาเหรดในระยะไม่ไกลมาก พาเหรดน่ารักโคตรๆๆๆ ดูรูปจาก Photo Album เอาล่ะกัน
หลังจากออกจากดิสนีย์แลนด์ ยุ่นพาไปกินข้าวหน้าปลาไหลที่ชิบุย่า โอ้วว อร่อยเหาะ

20 Oct'04 [Shally's farewell party]
วันนี้มี farewell party ไปกินที่ร้านแถวๆออฟฟิสแหละ อาหารไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ แต่อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าเค้าไม่ได้มากินอาหารแต่เค้ามาร่ำสุรากันตะหาก ตูละเบื่อ วันนี้คนมากันเกือบหมด EBU มีแถมจาก WBU แล้วก็สาวๆ Lunch girls ด้วย กินกันถึงสี่ทุ่มก็มีการกล่าวคำอำลากัน แล้วทุกคนก็รีบสลายตัวกลับบ้านเพราะว่าไต้ฝุ่นเข้าอีกลูกแล้ว ขนาดว่ารีบกันแทบตาย สุดท้ายก็ยังเปียกโชกอยู่ดี เห้อออ

Sunday, June 4, 2006

Typhoon: I hate u !

At the time I was in Japan, it was the middle of season changes from summer to autumn. During this time it is Typhoon time, normally, one or two max per year will directly hit Tokyo. Dunno what's wrong with yr 2004, we found total 3 of them. Such a nightmare! Especially the day Shally and I had a date in Harajuku (原宿)

Sat 9 Oct 2004

Got a phone call from Shally in the morning, around 8 o'clok, still in the bed. Totally blur when picked up the call. My brain couldn't work properly after wake up, so I answered her first question in Thai.. hahaha..then I realized that I have to speak English...sorry Shally... ^^ Then we planned our date by meet each other at Snoopy Town in front of Harajuku station.

At Harajuku, we started with Meji Jingu Shrine as it is the good place to start, very closed to eki. After left the shrine, we walked thru Omote-sandou and stopped at Condomania (Hehe..Just have a look :P). Then headed to Oriental Bazaar, Shally need to buy some souvenir for her family and friends in PNG. This shop is really cool, it sells a lot of thing that related to Japan such as Gimono, Yukata, Japanese bowls, chopstick, t-shirt or even a kite. We spent quite some times at this shop. After Left Orinetal Bazaar, we still on omote-sandou looking for delicious cake shop that Izumi and Shally came last time. Unfortunately, we couldnt find this shop. So we decided to walk thru all tiny alleys for window shopping. There are a lot of cute clothes store located in those tiny alleys.

Suddenly, it started to rain and we r a bit hungry so we had our lunch breakat restaurant near Sony plaza, the junction between Omodte-sandou and Meiji Dori. Since it was raining out there so we had plenty of times to talk about each other life, talk about plan after back to home country, about bf and ex-bf etc...I really have a great time and it really good that we spend time together ;)

After lunch and cake (finally we ate CAKE!!), we did another window shopping at Laforet and hopped to other department stores nearby. Then we stopped at some game center with photo sticker machine. It was really really fun coz we had to operate this machine by our own without any knowledge in Japanese and fyi, using this machine isnt easy at all. Finally, we did it..we got our cute photo stickers behind messy steps.

Wah, it was raining again...Starbucks Harajuku is our next pit stop, we thought we gonna wait until the rain stop..But we changed our mind after we saw water level and shopguys start to bring sandbag to keep their shops from flood...unbelievable flood in Harajuku...Unbelievable !! It would be better to leave now..since both of us didnt bring umbrellas today. We had to buy a new one for each..but it still couldnt covered us from heavy rain and wind..We walked along Takeshita Dori under really worst condition..our jeans are wet ..and it's damn cold...

Heard that it was another Typhoon !! damn, i hate typhoon.

Saturday, May 13, 2006

Tokyo Part 4: 東京ディスニーシー

It's time to continue my journey in Tokyo....Enjoy :-)
OCT * * Disney Sea !! * *
Today 4 of us - Shally, Kento, P'Wat and I- plan to go to Disney Sea. Yeah !!
There's a little obstruct in the beginning coz all of us not familar with Tokyo Station, it took sometimes to meet before go to Keiyosen platform. About 15 minutes from Tokyo station, here we are Maihame staion then we take disney resort line to disneysea, very kawaii train.

This train pass disneyland first. There are a lot of people in front of disneyland's gate, queuing to go inside. Hopefully, the day we plan to visit here,it's not much crowded like today.
The first thing we saw when we enter disney sea is giant globe. I'm not sure what is the meaning of this globe but for sure it definitely is photo attraction point for everyone. You can see Thailand from this position ^^"

DisneySea AquaSphere

We played almost every attraction in disney sea. I hv 2 favourite rides "Indiana JonesAdventure: Temple of the Crystal Skull" and "Journey to the Center of the Earth ". These 2 rides are the most excited in Disney Sea at the time I visited. Heard that they just released new attraction, kinda exciting one.
Mediterranean Harbor
- Fortress Explorations....our first attraction in disneysea
- Venetian Gondolas....our last attraction
Mysterious Island
- 20,000 Leagues Under the Sea: Hmm..I might expect to high for this one.
- Journey to the Center of the Earth (FP) ...Totally Cool !! ^^
- Have a lunch break with Gyoza sausage Bun >>> Yummy!
Mermaid Lagoon ---> Hard to believe that we played a lot of attractions in this zone (>.<)
- Scuttle's Scooters
- Blowfish Balloon Race
- Jumpin' Jellyfish
- Mermaid largoon Theather
- Flounder's flying fish coaster ...Mini Coaster..
Arabian Coast
- The Magic lamp Theater (FP)
- Sinbad's Seven Voyages: Like Small World but in Arabian theme
- Caravan Carousel: P'Wat was very cute on Genie Merry-go-round :)
Lost River Delta
- Mystic Rhythms
- Indiana Jonees Adventure: Temple of the crystal skull (FP) ....I like it !! Damn Cool !!
Port Discovery
- StormRider
- Aquatopia
- DisneySea Electric Railway
Thank you P'Wat for buying me the DisneySea Balloon na ka :)
End of very exhausted day.....I really have a great time in Tokyo DisneySea ^^
DisneyLand, you're next target!
fyi, i am crazy about roller coaster, the faster the better :P

Tuesday, January 24, 2006

東京 Part 3: Second week in Tokyo

21 Sep 2004
ในที่สุดก็ถึงเวลาต้องย้ายเข้า apartment ส่วนเซี๊ยะก็ต้องย้ายไปอยู่นาโงย่า ของเซี๊ยะเนี่ยไม่ต้องขนไรไปมากเพราะมีบริษัทรับส่งของขนไปให้ เดินตัวปลิวขึ้นชินกังเซ็นเลยนะมึง~
ส่วนเรากะพี่วัฒน์ก็ต้องอาศัย ยามาโนะเตะ สีเขียวๆ เนี่ยแหละ ด้วยความที่เรายังไม่รู้ทางกันเลย ฟูจิตะซังตอนแรกจะให้มัตซึโอะซังคนเดียวไปส่งเราสองคน พอคนอื่นๆรู้ก็บอกเราว่าโชคดีแล้วก็ขำๆกัน ไอ้เราเรอะก็งงว่าทำไมต้องขำฟระ ในที่สุดก็ถึงบางอ้อตอนนั่งรถไฟเพราะเค้าไม่พูดภาษาอังกฤษเลยซักคำเดียว ถามแล้วก็ทำหน้างง งง ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง เวรกำ ยังดีที่สุดท้ายเค้าเปลี่ยนใจให้โคดามะซังมาส่งด้วย คนนี้นี่พูดอังกฤษปร๋อเชียว เพราะไปอยู่ KL มาหลายปี แต่คิดๆไปก็สงสารทั้งโคดามะซังกับมัตซึโอะซังเหมือนกัน เพราะช่วยกันหิ้วกระเป๋าเรากับพี่วัฒน์ขึ้นบันไดตรงสถานีรถไฟอ่ะ กระเป๋าก็หนักมาก บันไดก็สูงใช่ย่อย เค้าก็ดูร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ (เพราะสูบบุหรี่จัดอ่ะเด่ะ -_-") ขอโทดนะก๊าบบบ ก่อนขึ้นรถเค้าก็สอนวิธีซื้อตั๋วเดือนให้ จะได้ประหยัดตังค์ ก็ซื้อจากสถานีชินจูกุ (新宿) ไปสถานีโอซากิ (大崎) แต่จริงๆแล้วเราสามารถลงได้ 2 สถานีอีกอันนึงคือตรงโกทันดะ (五反田) เพราะว่า apartment อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 สถานีพอดีเลย ระยะทางจากสถานีรถไฟถึงบ้านก็ประมาณ 10 นาทีได้ แต่ที่น่าดีใจคือปากซอยมี Starbucks คือเป็นโรคติดกาแฟสุดๆ
พอถึงที่เค้าก็พาไปดูห้อง ของเราห้อง 802 อยู่หน้าลิฟท์พอดี ส่วนพี่วัฒน์อยู่ 808 ตึกนี้มีทั้งหมด 9 ชั้น ชั้นละ 8 ห้องอ่ะ เราว่าดีนะดูไม่แออัดเท่าไหร่ดี ห้องใหญ่กว่าโรงแรมตั้งเยอะ มีครัวเล็กๆ มีตู้ซักผ้า ตู้อบผ้า ทีวี อินเทอร์เนต เครื่องเล่นซีดี ที่เป่าผม ที่ดูดฝุ่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ เท่านี้ก็พอแล้ว เสียอย่างเดียวไม่มีหม้อหุงข้าวอ่ะ มีคนทำความสะอาด 2อาทิตย์ครั้ง ค่าเช่าเดือนละตั้ง 200,000 เยนแน่ะ แพงจัด โคดามะซังกับมัตซึโอะซังฟังแล้วตกใจเลย เราเองก็ตกใจเหมือนกันแหล่ะน่า
หลังจากเก็บกระเป๋าก็เดินออกมาส่งทั้ง 2 คนที่สถานีรถไฟพร้อมกับสำรวจทิศทางไปในคราวเดียวกัน ที่สถานีรถไฟมีห้างโตคิวเล็กๆอยู่ ก็ไปเดินสำรวจแล้วก็เลยตกลงใจว่าจะไปสถานีโอซากิกัน ลงจากโอซากิแล้วงงกันเล็กน้อย หาทางกลับไม่เจอ หลังจากงมอยู่พักใหญ่ก็เดินมั่วๆไป มีซุปเปอร์เล็กๆอยู่ใกล้ๆด้วย แถวนี้มีคอมบีนี่เพียบเลยทั้ง 7-11, Family Mart, AM PM แล้วก็มีทั้งร้านราเมน ร้านเทนย่า เนื้อย่าง ร้านเบนโตะ MOS Burger ด้วย ไม่อดตายแน่นอน สรุปมื้อเย็นก็กินเทนย่ากันเพราะพี่วัฒน์อยากกินเทมปุระ กลับมาดูทีวี ยังดีนะที่มีเคเบิลไม่งั้นตายแน่เลย :-)
รูปในและนอกอพาร์ตเมนท์ --เห็นไม๊อ่ะห้องน้ำซีทรู --เขิลล์

My apartment link: http://www.bureau.co.jp/en/b-site/osaki/index.html

23 Sep 2004

วันนี้เป็นวันหยุดฮะ ตามปฏิทินเค้าเรียกว่า Autumn Equinox Day เป็นวันที่กลางวันกับกลางคืนมี 12 ชั่วโมงเท่ากัน ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่ที่รู้จริงๆคือวันนี้วันเกิดผมเอง เป็นวันเกิดครั้งแรกในต่างแดน ตอนแรกพี่วัฒน์กับบายารุชวนไปดูซูโม่อ่ะ แต่เราไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่ เลยไปเที่ยวทานิกาวาดาเคะ (谷川岳) สะกดงี้ป่าวไม่รู้ กับ Shally ฮอนโจซัง และ อิเคดะซัง นั่งรถออกจากโตเกียวนานพอดูเลย ประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง อยู่ระหว่างกุนมะกับนิงาตะ เค้าบอกว่าไปดูน้ำตกกัน ไปถึงน้ำตกมันอันนิดเดียวอ่ะ เทียบไม่ติดกับน้ำตกหลายแหล่ในประเทศไทย เหมือนเปิดก๊อกน้ำให้น้ำไหล สงสัยว่าไปกันผิดฤดู เห็นฟุกุชิม่าซังบอกทีหลังว่าเค้าชอบไปเล่นสกีกันที่นี่ เดินเล่นอยู่พักแล้วก็นั่งรถกระเช้าขึ้นไปข้างบน ถึงข้างบนมองไม่เห็นอะไรเลย หมอกลงจัดมากกก ทัศนวิสัยต่ำอย่างที่เห็นได้จากในอัลบั้ม แต่หนาวดี สะจายยย ได้เวลาท้องร้องจ๊อกๆ ก็เลยลงมากินโซบะดั้งเดิม เค้ามีแยกซุปมาทั้งหมด 4 ชามเล็กๆ จำไม่ได้แล้วว่าแต่ละอันเป็นอะไร แต่คุณลุงคนขายย้ำนักย้ำหนาว่าต้องกินทีละชาม ห้ามกินชามนี้นิดชามนั้นหน่อยเด็ดขาด เพราะจะเสียความเป็นโซบะแบบออริจินัล คุณลุงคนขายเค้ายังบอกอีกว่าน้ำที่เค้าเอามาทำเนี่ยต้องเป็นน้ำตกจากจังหวัด...เท่านั้น ดูเค้ารักการทำโซบะเป็นชีวิตจิตใจจริงๆ เค้าทำมาตั้งแต่ยังหนุ่มและจะทำไปเรื่อยๆ ฟังแล้วทึ่งมากกก แถมยังบอกว่าคนที่เค้าจะแต่งงานด้วยต้องรักโซบะเหมือนกันด้วย.. อึ้งเลยละสิ ส่วนความอร่อยขอยกนิ้วให้ ถึงแม้ว่าบางอันจะต้องกล้ำกลืนกินก็ตามอ่ะเพราะ มันดูหนืดๆแหยะๆ แล้วมันก็เยอะมากจนแทบกินไม่หมด.. ปล่อยให้โซบะย่อยซักนิดแล้วค่อยไปซื้อไอติมเต้าหู้กิน ไอติมทำจากเต้าหู้ล้วนๆ มีหลายรสด้วย รสชาเขียว รสสตอร์เบอรรี่ รสโกโก้ .. กินแล้วไม่รู้เลยว่าทำจากเต้าหู้ อร่อยดี กินเสร็จก็ถึงเวลากลับโตเกียว ถึงโตเกียวประมาณทุ่มกว่าโดยสวัสดิภาพ ก่อนเข้าห้องแวะไปทักพี่วัฒน์ก่อน พี่วัฒน์ใจดีมากบอกว่าไปซื้อเค้กวันเกิดกัน ด้วยความเกรงใจเราก็บอกไม่เป็นไรหรอกแต่แอบอยากกิน 555 ขอบคุณนะค่ะพี่วัฒน์ ขอบคุณเซี๊ยะด้วยที่อุตส่าห์โทรมาอวยพรวันเกิดจากมือถืออิวาโนะซัง :-)

25 Sep 2004

ว่างไม่มีไรทำเลยชวนพี่วัฒน์ไปเที่ยว Imperial Palaceกัน ตาม Lonely Planet มันบอกไว้ว่าให้ไปลงสถานีโตเกียวแล้วจะมีอะไรมากมายให้ดูระหว่างทาง แต่ตอนเราไปทำไมมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ตึกๆ แบบสำนักงาน หรือว่าเราไปผิดทางหว่า แต่เย้ในที่สุดก็ถึงจนได้ ผ่านสวนแบบญี่ปุ่นด้วย ชอบที่เค้าปลูกต้นสนเรียงเป็นแนวๆ ถึงแม้ว่าจะดูไม่สูงใหญ่แต่ก็ดูเยอะๆดี ไปถ่ายรูปกับสะพานนิจูบาชิที่ขึ้นชื่อของที่นี่ ดูแล้วรู้สึกแค่ว่าของเค้าเป็นปราส๊าท ปราสาทอ่ะ ดูห่างไกล เข้าถึงยาก ไม่เหมือนสวนจิตรบ้านเราดูอบอุ่นกว่ายังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเดินวนๆในสวนที่เค้าเปิดให้คนนอกเข้าได้พักนึง ก็เจอแผนที่บอกว่ากินซ่าอยู่ไมไกลเลยชวนพี่วัฒน์ไปกินซ่าซะเลย

แอบหลงทางรถไฟใต้ดินนิดนึงด้วย (หลงอีกแล้ว) แต่ก็ถึงจนได้เข้าไปเดินวนๆใน Sony Building ก่อนด้วยความตื่นตาตื่นใจ เห็นอะไรก็อยากได้เป็นที่สุด เดินจนถึงชั้นล่างที่มันมี Sony Plaza แล้วก็ได้ช็อคโกแลตติดมือมาจนได้ อิอิ จากนั้นก็ไปเดินดูรอบๆ เห็นมีคนแสดงละครใบ้น่ารักดี ด้วยความอยากกินเค้กเลยไปแวะฟูจิยะ เห็นอันไหนก็อยากกินไปหมดเลย โอ้ยย ในที่สุดก็เลือกเค้กสตอร์เบอร์รี่มา 1 ชิ้น พี่วัฒน์กินไอติม พอออกจากร้านก็หาที่นั่งเหมาะๆกลางถนนที่มันปิดอยู่ นั่งแหมะแล้วก็โซ้ย มีความสุขจัง ยั่มๆๆ

Monday, January 9, 2006

東京 Part 2: First Week in Tokyo


13 กันยายน 2004
คืนแรกผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ถึงเวลาต้องไปออฟฟิสแล้วแหละ นัดกับฮิกิดะซังไว้ตอน 8 โมงครึ่งเพราะเค้าบอกมาในเมล์ว่าเดินจากโรงแรมไปถึงออฟฟิสใช้เวลาแค่ 5 นาที เอ่อ..ไอ้ 5 นาทืสำหรับคนญี่ปุ่นเนี่ยนะ อาจเท่ากับ 10 นาทีเดินของคนไทยเลยก็ว่าได้ คนญี่ปุ่นเดินกันเร็วมากกก แถมเดินอึดกะเดินไกลอีกตังหาก มิน่าล่ะ สาวญี่ปุ่นถึงได้น่องโตกัน อุ้ย แอบเม้าท์ไปแล้วอ่ะ ถึงเวลาก็เจอฮิกิดะซัง บายาร์ซัง แล้วก็คาวาคามิซังที่ตรงล็อบบี้ เห็นหน้าคาวาคามิซังแล้ว แทบกรี๊ดสลบ น่ารักมากกกก โอ้ย หัวหน้าชั้นๆๆ ในรูปไม่เห็นน่ารักงี้ แต่แหมดันมีแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายซะแล้วอ่ะ เศร้าเลย -"-
ส่วนบายาร์ซังเนี่ยที่ชื่อแปลกๆ ไม่ค่อยเหมือนชื่อญี่ปุ่นเท่าไหร่ มันย่อมาจาก Otgonbayar อ่ะ ยาวม่ะ เค้ามาเฉลยที่หลังว่าเป็นคนมองโกเลีย มาเรียนที่ญี่ปุ่นตั้งแต่เรียน ปวช ประมาณนี้อ่ะ ไม่รู้ว่าที่ญี่ปุ่นเค้าเรียกว่าอะไร แต่เค้าบอกว่ามาเรียน diploma ก็เหมาๆเอาว่าเป็น ปวช ล่ะกัน.. แล้วก็เลยตั้งรกรากอยู่ที่นี่เลย ลูกสาวสองคนแล้วอ่ะ ทั้งๆที่เค้าอายุแก่กว่าเรา 2-3 ปีเอง
สรุปว่าเดินไปใช้เวลาแค่ 5 นาทีจริงๆด้วย อยู่ใกล้มาก office เราตั้งอยู่บนชั้น 5-8 ของ shinjuku chuo koen building อยู่ตรงข้ามกับสวนสาธารณะเลย (中央公園) ดีอ่ะ มีสวนเขียวอยู่ใกล้ๆ ตัวตึกเองก็เป็นสีเขียวด้วยเหมือนกัน

หลังจากไปรับบัตรเข้าออฟฟิสแล้วเค้าก็ให้แนะนำตัวกับคนทั้งแผนก เขินมากไม่รู้จะพูดอะไร พูดก็ไม่เก่งอีกตังหาก มารู้เอาทีหลังว่าเป็นวัฒนธรรมของเค้าอ่ะ มีใครมาก็ต้องแนะนำตัว พอจะจากไปก็ต้องพูดอำลาต่อหน้าคนหมู่มาก วันแรกก็ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ เค้าก็พาไปแนะนำกับคนนั้น คนนี้ พาไปทัวร์ tester floorแล้วก็ถึงเวลาเที่ยง คุราฟูจิซัง director พาไปกินที่ร้านเทมปุระตรงใต้ตึก Hyatt ที่เค้าถ่าย Lost in Translation แล้วเค้าก็แนะนำให้รู้จักกับผู้หญิงปีนังที่มาเทรนที่นี่เหมือนกัน ชื่อ Siew-Lan หน้าตาน่ารัก อายุมากกว่าเราปีนึง ผ่านไปถึงตอนเย็นเค้าก็พาไปเลี้ยงอีกรอบนึงที่เดิมแต่เปลี่ยนเป็นร้านอาหารจีน ทำให้เห็นสัจธรรมว่าคนญี่ปุ่นดื่มเบียร์ยังกับน้ำอ่ะ ผ่านไปไม่ถึง 10 นาทีเลยเบียร์หมดเป็นเหยือกๆ อุ้ จะรีบไปไหนกัน.... ที่เห็นอีกอย่างคือทุกคนที่ทำงานอ่ะ อายุ 30 up กันทั้งนั้นเลย เด็กสุดคือ 30 พอเค้ารู้อายุเรานี่ตกใจทันที ตอนที่อยู่นั่นพึ่ง 23 เอง ทุกคนพูดอยู่ประโยคเดียว too young..too young...ก็ฮาดี..หลังจากเลิกก็กลับเข้าโรงแรมแล้วก็ไปเดินตระเวนเล่น UFO catcher ได้น้องตุ๊กตาหมีพูห์มาแบบโคตรฟลุ้กเลย มารู้ทีหลังตอนไป Disney Land ว่าคนญี่ปุ่นเรียกหมีพูห์ว่า พูห์ซัง เย้... ดีใจ ดีใจ

15 กันยายน 2004

วันนี้ตอนเย็นมี welcome party ให้เรา เซี๊ยะแล้วก็พี่วัฒน์ ฮิกิดะซังบอกว่านี่เป็น party ที่ใหญ่ที่สุดเพราะรวมคนจาก EBU(ฝั่งเรากับพี่วัฒน์) และ WBU(ฝั่งเซี๊ยะ) เอาไว้ด้วยกันเป็นร้านเนื้อย่างสไตล์เกาหลีอยู่แถวๆคาบุกิโจ สิ่งที่เราเห็นวันนี้เป็นการยืนยันสมมติฐานจากเมื่อวานเกี่ยวกับการดื่มเบียร์ของคนญี่ปุ่น วันนี้เอาอีกแล้วอ่ะ แค่ 10 นาทีหมดไปหลายพิชเลย แถมยังถูกรมตัวด้วยควันบุหรี่อันคละคลุ้งอีกตังหาก เอาน่าถือว่าเป็นควันเนื้อย่างก็ละกัน วันนี้เราขอไม่ดื่มเบียร์ ขอเป็น sweet alcohol แทนอร่อยดีอ่ะ (คำแนะนของฮอนโจซัง) พวกคัทซึออเรนท์ คัทซึเกรปฟรุ้ต ไม่รู้ว่าตัวหลักทำจากอะไร แต่ซัดไปหลายแก้วเหมือนกัน แปลกดี ไม่เคยเห็นที่เมืองไทย กับข้าวก็มีเนื้อย่าง มีกิมจิ มีข้าวผัด ประมาณนี้อ่ะ แต่ไม่อิ่มเลย -"- ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่เค้ามาเพื่อดื่มอะ ไม่ได้มาเพื่อกินข้าวเย็น ....แง่ม แง่ม หิวโว้ย....ประมาณสองทุ่มกว่าๆงานเลี้ยงก็เลิก ผู้คนกกลุ่มนึงก็กลับบ้านกันไป ส่วนเราฟูจิตะซังซึ่งเป็น manager ได้ชักชวนให้เหล่ากะเหรี่ยงอย่างเราๆไปต่อที่ second party ตอนแรกก็งง งง ว่าเป็นยังไง อันที่จริงแล้วก็คือหาร้านดื่มเหล้าต่อ เท่าที่กินมานี่ยังไม่พออีกหรือค๊า สรุปก็ไปต่อกันจนได้ แต่แปลกดีดูดื่มไม่ดุเท่ากับก่อนหน้า สงสัยจะกึ่มกันแล้วละมั้ง เราก็ซัดแต่ถั่วเมนมะ อร่อยดี กับจินเจอร์ เอล...แต่คราวนี้ไม่ไหวว่ะ ฮิกิดะซังกับอิวาโนะซังพ่นควันเข้าหน้าเต็มๆ โอ้วววนึกในใจ ชั้นเกลียดบุหรี่แกรู้ไม๊... แต่ก็ต้องทำหน้าตาว่าเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น ฮึ่ม ฮึ่ม....ในที่สุด 4 ทุ่มกว่าก็มาถึงทุกคนต้องรีบเดินทางกลับบ้านเพราะเดี๋ยวไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย แต่ละคนบ้านอยู่กันไกลโคตร อย่างต่ำชั่วโมงนึงบนรถไฟอ่ะ ขอย้ำอย่างต่ำ แถมยังต่อรถไฟอีกหลายทอด อย่างบายาร์ซังบ้านอยู่ไกลปู้น ไซตามะอ่ะ ต้องต่อรถไฟ 3 ทีอ่ะ มารู้ทีหลังว่าเค้าตกรถไฟต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้านหมดไปเป็นหมื่นเยน....ของเราด้วยความว่าทุกคนกลัวกลับโรงแรมไม่ถูกหรือว่ายังไงก็ไม่รู้ อิวาโนะซังกับคาวาคามิซังเลยเดินมาส่งที่โรงแรม ส่วน Shally กลับมาด้วยเพราะลืมกระเป๋าตังค์ไว้ที่ออฟฟิส คาวาคามิซังเมาอย่างแรงอ่ะ เดินไม่ตรงทางเลยอ่ะ....

ส่วนตอนกลางวัน Siew-Lan พาเราไปแนะนำกับกลุ่ม Lunch girls ด้วย ที่นี่เค้าแยกกันกินข้าวระหว่าง ญ กับ ช อ่ะ ไม่ค่อยเห็นใครไปด้วยกันเท่าไหร่ ใน Lunch girls เนี่ยก็จะมีมาจากเกือบทุกแผนกที่เป็นประมาณ engineering department ไม่นับพวก marketing กับ admin นะเพราะวันๆไม่เคยเจอกันอยู่แล้ว ทั้งกลุ่มมีกันอยู่ 10 กว่าคน ยึดเอาโต๊ะข้างตู้กดน้ำเป็นที่สิงสถิตย์ ส่วนอาหารบางคนก็ทำกันมาเอง บางคนก็ไปซื้อจากคุณป้าหน้าลิฟท์ ส่วนเราเหรอแน่นอน ทำกับข้าวไม่เป็นเลยก็ต้องอาศัยพวกคอนวีนี่กับซุปเปอร์ราคาถูกด้านหลังบริษัทเอาไว้ประทังชีวิต

ที่นี่ทั้ง EBU กับ WBU ก็มีผู้หญิงอย่างละคนเองอ่ะ น้อยชะมัดคิดเป็นประมาณ 5%เอง เทียบกับแผนกเราที่เมืองไทยนี่ไม่ติดฝุ่น มีผู้หญิงเกือบ 40% ได้...

16 กันยายน 2004

คาดว่าคาวาคามิซังเมาค้าง และคงตื่นไม่ไหวอ่ะ

เลยหายหน้าไปตอนเช้า โผล่มาอีกทีก็บ่ายเลย....

ตกเย็นแกงค์สามช่าก็ได้เวลาออกตามล่าหาร้านราเมนที่พี่หนิงแนะนำมา โดยมีนามบัตรของร้านที่เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด และเราสามคนไม่มีใครเข้าใจภาษาญี่ปุ่นเลยแม้แต่นิดเดียว จะหาเจอไหมน๊ออออ ขนาดว่าเซี๊ยะเพื่อนรักได้ทำการถามไถ่ทิศทางมาจากพวกที่ออฟฟิสแล้ว แต่ก็ยังหาไม่เจออยู่ดี เดินวนอยู่แถวฝั่งยาสุคุนิโดริประมาณ 5 รอบเป็นอย่างต่ำ ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ต้องหาใครซักคนมาบอกทางแล้ว ตอนแรกก็เดินปราดเข้าไปพร้อมกับกล่าวคำว่า "Excuse me" พอทุกคนได้ยินประโยคนี้ก็ทำหน้าตาหวาดกลัวและเดินหนีทันที เป็นไรกานนน ไม่กัดหรอกน่า ทีนี้เลยมามุขใหม่เดินเข้าไปหาเหยื่อแล้วก็ Sumimasen ก่อนทีนี้แหละเหยื่อจะหนีไม่รอดเพราะหันมาสนใจเราแล้ว 5555 แผนเด็ด และแล้วก็ถึงบางอ้อว่ามาผิดฝั่งของสถานีชินจูกุ แค่เพียงคุณข้ามถนนเส้นที่ยืนไป เลี้ยวนิดหน่อย คุณก็จะเจอร้านราเมนสุดอร่อยทันที.......

ปัญหาถัดไปคือมันเป็นตู้กดที่มีแต่เมนูภาษาญี่ปุ่นอ่ะ แถมเป็นคันจิอีกตังหาก เอาแล้วสิตู ในทีสุดคุณคนจัดคิวคงทนไม่ไหว เอ๊า เอาไปเมนูภาษาอังกฤษ โหย เพ่กั๊กไว้ทำไมอ่ะ ให้ยืนงงกันตั้งนาน ในเมนูเค้ามีให้เลือกเครื่องว่าจะใส่อะไรบ้าง เท่าที่จำได้มี เมนมะ, ไข่ต้ม, ต้มหอม, สาหร่าย, กระเทียม, กระเทียมเจียว กรอบๆ แล้วก็หมูคล้ายๆสามชั้นอะ เราสามารถเลือกจำนวนอย่างได้ เท่าราคาที่เลือกอ่ะ ไม่แน่ใจชื่อร้านอ่ะ อ่านไม่ออก ตามเวบล่ะกันฮะ http://www.kouryu.org

ไปที่ไรก็กินเมนูนี้ทุกที 自分仕立てラーメン ¥750

แอบดูคนที่นั่งข้างๆเค้าดูดซ้วบ ดูดซ้วบเลยเอาบ้าง มันช่วยได้จริงๆแฮะ กินง่ายขึ้นแล้วก็ไม่ลวกลิ้นด้วย คนญี่ปุ่นนี่กินเก่งจังเลยอ่ะ เรากินชามนี้นี่แทบกระอัก แต่เค้ากินกันหมดอย่างรวดเร็ว แถมเพิ่มราเมนปล่าวๆ กับข้าวอีกอย่างละ 1 ชาม อู้ว นับถือ นับถือ .....หลังจากกินเสร็จก็ไปเล่นเกมส์ตีกลองกับ UFO Catcher อย่างบ้าคลั่ง เห็นคนอื่นเค้าเล่นเกมส์ตีกลองแล้ว เราต้องไปแอบๆตีเอา อายเค้า มีคนนึงตีคนเดียว 2 กลองอ่ะ มันทำได้ไงอ่ะ เก่งโคตรร

17 กันยายน 2004

เย้ๆๆ ในที่สุดก็วันศุกร์ซะที ได้เวลาวางแผนไปเที่ยวเสาร์-อาทิตย์-จันทร์ซะที วันจันทร์เป็นวันหยุดเนี่องในโอกาส "Respect for the aged day" ไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าเป็นวันอะไร (><)" วันนี้พี่พีทมาจาก Aizu เพื่อจะไปเที่ยวด้วยกัน อีกไม่นานพี่พีทก็จะย้ายไปเมกาเป็นการถาวรแล้ว พี่เค้าจะมาพักด้วยที่โรงแรม ยังดีนะที่พี่พีทตัวเล็กไม่ง้านแย่แน่เลย -"-

นัดเจอกับยุ่นที่โรงแรมก่อน แล้วค่อยไปหาพี่พีทที่สถานีชินจูกุ วันนี้ 5 โมงครึ่งเด้งทันที ไม่สนแล้วว่าจะมีอะไรค้างอยู่อ๊ะป่าว เสียใจด้วยประชาชน หลังจากครบทีมเลยไปกินมื้อเย็น ไคเตนซูชิที่ชิบูย่า เค้าบังคับให้กินคนละ 7 จานเป็นอย่างต่ำ ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย มีพี่วัฒน์คนเดียวที่ค่อนข้างระทมทุกข์ เค้าไม่ค่อยชอบกินปลาดิบเท่าไหร่ กินได้แต่ไข่หวาน กินแค่ 4 จานก็สุดทน เราเลยต้องรับผิดชอบอีก 3 จานที่ขาดไปของพี่วัฒน์ โอ้ยยยย อิ่มสุดๆ แล้วไปนั่งดูคน พร้อมกับจิบกาแฟที่ starbucks ... ที่สาขานี้คนเยอะมาก เค้าเลยไม่มี size ให้เลือก มี size เดียวคือ tall อ่ะ แถมที่ญี่ปุ่นไม่มี decaf อีกตังหาก ว้าแย่จัง กว่าจะได้ที่นั่งต้องเข้าแถวรออยู่แป๊ปนึง ได้ที่วิวดีมาก เห็นสาวๆหน้าตาน่ารักๆเต็มไปโม้ดดด แถมยังเห็นคลื่นมหาชนที่แยกข้างล่างด้วย ตอนเห็นไฟเขียวไฟแดงนี้ครั้งแรก ตกใจเลย คนมาจากไหนก็ไม่รู้อ่ะ เดินตัดกันไปตัดกันมา โหยยยย สุดยอด จากนั้นก็กลับไปโรงแรมเตรียมตัวตื่นแต่เช้าพรุ่งนี้เพื่อไปซึกิจิอ่ะ

18 กันยายน 2004

ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ ตี4กว่าเพื่อไปให้ทันรถไฟเที่ยวแรกไปตลาดปลาซึกิจิ ไปถึงตี5กว่า ใกล้ๆ 6โมง ยังดีไปทันดูตอนเค้าประมูล Maguro พอดี.. ดูแปลกดีเหมือนกัน คนที่ทำหน้าที่ดำเนินการประมูลเค้าร้องเป็นจังหวะ เป็นเพลง แต่ละคนจะมีจังหวะที่ต่างกันไป บางคนมีขยับตัวด้วยอ่ะ เจ๋งดี แถมปลาก็ตัวใหญ่มากกก บางตัวนี่ทั้งอ้วนทั้งยาวเลย ดูเด่ะ

หลังจากนั้นก็ไปกินซูชิที่ร้านแถวตลาด ยุ่นแนะนำ ผ่านร้านที่ขายปลาโอแห้งด้วย มันไม่เหมือนปลาเลย เหมือนก้อนหินมากกว่าอ่ะ ไม่รู้เค้าทำไงถึงทำให้ปลากลายเป็นหิน อุอุ ซูชิอร่อยมากกกก กินแล้วข้าวละลายในปาก เนื้อปลาสดจริง หวานอร่อย อู้วววว ได้ลองกินปลาดิบสดๆอ่ะ เค้าล้วงปลาออกมาจากอ่างแล้วก็จัดการเอาผ้ามาปิดตาปลา แล้วก็แล่ให้เห็นต่อหน้าต่อตา ตอนเค้าเอาจานมาวางครีบมันยังดึ๊บๆ อยู่เลย มันดูโหดและทารุณมาก แต่อร่อยสุดๆ ตอนกินเหมือนมันยังดิ้นในปากอยู่เลย มื้อนี้แสนอร่อย

จากนั้นก็เคลื่อนพลไปโอไดบะโดยยูริกาโมเมะ ถึงโอไดบะตอน 8 โมงเช้า โอ้วว ไม่มีคนเลย แถมไม่มีอะไรเปิดเลยด้วย ทั้ง Fuji TV ทั้ง AQUA City เลยเดินไปถ่ายรูปกับ rainbow bridge กับคุณเทพีเสรีภาพย่อส่วน เค้าว่ากันว่าเทพีอันนี้หันหน้าไปจ๊ะเอ๋กับคุณที่นิวยอร์กพอดิบพอดี มีคนแอบนั่งสวีทกันด้วย อิจฉา (><) เนื่องจากไม่มีอะไรเปิดเลยว่าจะนั่งเรือเมล์ไปอาซากุสะ เรือยังไม่เปิดอีก เปิดตอน 10 โมง เลยเตร็ดเตร่อีกแป๊ปแล้วก็กลับไปกินกาแฟที่สถานีชิมบาฉิ แล้วค่อยไปอาซากุสะกัน ไปถึงทันเวลาดูนาฬิกาตรงหน้าวัดพอดี ได้มุมดีเสียด้วย บรรยากาศในวัดเหมือนกับ 12 ปีที่แล้วเลยอ่ะ ยกเว้นก็แค่หลังคาที่มันทำใหม่ให้เปิด ปิดได้ ระหว่างทางเข้าวัดนี่ซัดเรียบทุกอย่างที่ขวางหน้า เซมเบ้เอย ขนมทอดๆที่เป็นงาเอย ชาเขียวเอย ดังโหงะเอย Enjoy Eating จริงๆเลยเรา หลังจากไหว้พระแล้วก็เดินวนๆแถวนั้นพักนึง เลยตัดสินใจไปอะคิฮาบารากัน พี่พีทขอแยกตัวไปก่อนเพราะมีนัดไปกินซ่ากับโยโกะ ไปถึงอะคิฮาบาราตื่นตาตื่นใจอีกแล้วอ่ะ ข้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเรียงกันเป็นแถบ ตอนแรกเดินไปซื้อกล้องของเซี๊ยะก่อน ร้านมันซับซ้อนมากแต่ถูกจริง แล้วก็เดินวนๆดูของและเล่นเกมส์ตู้ ในที่สุดก็เหนื่อย ถึงเวลาหาอาหารกินต่อ... ยุ่นแนะนำ Jangara Ramen http://www.kyusyujangara.co.jp/ ราเมนสไตล์คิวชู รอคิวนานโคตรๆ เกือบชั่วโมง แต่อร่อยคุ้มค่าการรอคอยมาก เกิดเรื่องน่าอับอายขึ้นระหว่างรอคิวด้วยแหละ คือยืนรอคิวอยู่แล้วปวดท้องไง ก็บอกพวกมันไปว่า ปวดอึ มันก็เอาไปตะโกนล่อกันใหญ่เลยว่า ตุ๊กตาปวดอึๆ โดยไม่อายใคร สุดท้ายหลังจากกินราเมนเสร็จก็มีคนที่เดินเข้ามาในร้านแล้วถามเราว่า "ราเมนอร่อยไม๊ค่ะ" เฮือก อายมากกกกอ่ะ อายสุดๆเลย -_-'

หลังจากอับอายขายหน้าเป็นที่พอใจก็ได้เวลากลับถิ่น ชินจูกุ พวกผู้ชายจะกลับไปนอนที่โรงแรม เราเลยแยกตัวออกมาหาแจ๋เจินกับกอยุทธ พอดีว่าแจ๋เจินมาทำงานที่นี่อาทิตย์นึง นัดเจอกันที่ Tokyu Handsปัญหาใหญ่คือ เรายังงงทิศทางแถวนั้นอ่ะ เดินวนๆอยู่แถว Mycity กับ Lumine อยู่พักนึงก็ยังหา Takashimaya กับ Tokyu Hands ไม่เจอ เลยเดินเข้าไปหาเด็กสาวสไตล์ฮาราจูกุสองคนที่เราคิดว่าเค้าต้องรู้แน่ๆว่าอยู่ไหน พอเดินเข้าไปพูดภาษาอังกฤษปุ๊ปเค้าส่ายหัวแล้วเดินหนีทันทีเลย เออ...เศร้าเลย หมุนตัวอีก 2-3 รอบแล้วเอาใหม่ ทีนี้เป็นเด็กหนุ่มใส่แว่น เหมือนสวรรค์โปรด...เค้าสามารถชี้ทางสว่างให้ได้ เย้ๆๆๆๆ ในที่สุดก็หากันจนเจอ ตอนแรกวางแผนว่าจะไปกินข้าวเย็นด้วยกัน บังเอิญว่าหัวหน้าของแจ๋เจินโทรเข้ามือถือบอกว่าให้ไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ก็แผนล่มสิค่ะ พอ 6 โมงเย็นต้องรีบไปสถานีชิมบาฉิอีกรอบ เพื่อส่งแจ๋เจินกลับโรงแรมให้ทันเวลา โหย เหนื่อยแสนสาหัส วิ่งๆๆๆ ในที่สุดก็ทันเวลา.. จากนั้นเรากับกอยุทธก็เลยไปเดินที่กินซ่า ดูของ หาข้าวเย็นกิน ตกลงกันไม่ได้เลยกินyoshinoya แทน ...แล้วก็กินเค้ก Fujiya ก่อนกลับโรงแรม คืนนี้พี่พีทนั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายกลับมาไม่ทันเลยพักที่อพาร์ทเมนต์ของ Adam Fogle ที่ รปปงงิ จบวันที่เหนื่อย แสนสาหัสไปได้อีกวันนึง

19 กันยายน 2004

วันนี้กว่าจะตื่นก็สายมาก ตอนแรกนึกว่าพี่เอกจะมาจากเมืองไทย สรุปเซี๊ยะจำผิดวัน จริงๆมาพรุ่งนี้แทน...เวรกำ ตอนบ่ายก็เลยไปตกลงว่าจะไปเที่ยวโยโกฮาม่ากัน ก่อนออกเดินทางซัดอาหารกลางวันเป็นราเมน (อีกแล้ว) ร้านนี้แนะนำโดยพี่พีทชื่อ Santouka http://www.santouka.co.jp/อร่อยอีกแล้วอ่ะ ต้องสั่ง ชิโอราเมนพร้อมไข่ต้ม จากนั้นถึงออกเดินทางไปโยโกฮาม่า กะว่าจะไปลงตรงสถานีใกล้ๆ China Town ปรากฎว่าลงรถไฟผิดสถานีอ่ะ ลงตรงสถานีโยโกฮาม่าเลย งง งง อยู่แป๊ปนึงเลยไปถามที่ Information Counter ว่าจะไปยังไงดี และไปเที่ยวไหนดี คุณที่ให้ข้อมูลเค้าพูดภาษาไทยได้ และได้ดีด้วยอ่ะ เก่งจัง หน้าตาน่ารักด้วย เค้าเลยแนะนำให้นั่งเรือไป เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เราทั้งหมด 4 คนจึงพร้อมใจกันไปนั่งเรือ Sea Bass เพื่อไปตรงสวนสาธารณะที่มีเรือ Hikawa Maru จอดเทียบท่าอยู่ จากนั้นก็ไปเดินเล่น China Town ดูเค้าขายซาลาเปาลูกเท่าบ้าน มีร้านอาหารจีนเต็มไปหมด มีรูปรายการยุทธการกระทะเหล์กแปะอยู่ตั้งหลายร้าน แต่ก็ไม่ได้กินอะไร เพราะอิ่มอยู่ เดินวนๆ ซื้อกาแฟกันคนละแก้วแล้วก็ไปเดินที่เรือ Hikawa Maru เพื่อดูประวัติความเป็นมาของเรือ อยู่จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด เห็นมินาโตะมิไร อยู่ลิบๆ ก็พาซื่อคิดกันว่ามันคงไม่ไกลเท่าไหร่หรอก เดินไปสบายๆ ที่ไหนได้ แทบกระอักเลย เหนื่อยโคตรๆ ไปถึงสวนสนุก Cosmoworld เล่น UFO Catcher ได้ตุ๊กตามิกกี้มาตัวนึง เย้ๆๆๆ หาข้าวเย็นกินแล้วก็กลับ

20 กันยายน 2004

วันนี้พี่เอกแวะมาทรานซิทก่อนไปเมกา พี่พีทนำทัวร์ไปฮาราจูกุ ไปกินซูชิตรงร้านใกล้กับ Snoopy Town อร่อยดี แล้วก็เดิน Window Shopping แถว Omotesando แวะไปกินเครปที่ Takeshita แล้วก็กลับมาพาพี่เอกไป HMV ที่ Takashimaya ชินจูกุ ขากลับต้องรีบวิ่งอีกแล้ว เพราะกลัวพี่เอกตกรถลีมูซีนที่ซื้อตั๋วไว้ มาถึงนี่รถกำลังจะออกแล้วอ่ะ ยังดีที่มาทันหวุดหวิด จากนั้นส่งพี่พีทกลับ Aizu จากนั้นก็ไปเดินเล่นซื้อของใช้จำเป็นที่ Uniqlo กับ Muji ไปเดินเล่นที่ Tokyu hands, Isetan ห้างต่างๆแถวนั้น ที่พลาดไม่ได้ก็พวก Yodobashi, Bic และ Sakuraya

จบสัปดาห์ที่ 1

[SKE48] ซิงเกิ้ลที่ 32 ซิงใหม่ของ SKE48 Ai no Hologram

ขอโปรโมทซิงใหม่ของ SKE48 หน่อยจ้า ส่วนตัวถึงแม้จะติดตามวงมาไม่นาน รู้สึกชอบวงนี้มาก เต้นสวย เต้นแข็งแรง มีสเตจใหม่ครบ 3 ทีม มีความเพิร์ฟดีมา...